• Our Beloved HRH Princess Bajrakitiyabha
  • NBTC E-Lib_2022
  • New Releases
  • NBTC - NCSA
  • PR-Smart Digital
  • NBTC Telecom and Broadcasting Barometer Vol.3/2025
  • National Geographic Magazine
  • Mobile Application NBTC E-Library
  • One Page พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

ว่าที่ร้อยตรี กำชัย ใจแน่น
06 May 2026

วีนง่าย หงุดหงิดบ่อย เช็ก'ฮอร์โมน VS พฤติกรรม' พร้อมทริคคุมอารมณ์



KEY POINTS





  • วีนเก่ง หงุดหงิดง่ายเกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งการมีปัญหาสุขภาพจิต ความเครียด นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ เจ็บป่วยร่างกาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะถอนคาเฟอีน เป็นต้น

  • ฮอร์โมนมีบทบาทต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเด็ก  รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือความเครียดในชีวิตประจำวันล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง

  • หากวีนงาน หงุดหงิดบ่อยเกิดขึ้นต่อเนื่องจนกระทบกับการใช้ชีวิต การทำงาน และความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ควรพบจิตแพทย์


ความเครียด จากการเผชิญสถานการณ์กดดันต่างๆ ทั้งเรื่องงาน ความสัมพันธ์ หรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบอารมณ์และพฤติกรรม ทำให้เกิดภาวะอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย และวีนบ่อยได้จริง ซึ่งอารมณ์หงุดหงิดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด การทำงานที่ไม่เป็นไปตามแผน หรือความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะจัดการและกลับสู่สภาวะปกติได้ในเวลาไม่นาน


แต่หากคุณพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการหงุดหงิดง่ายผิดปกติ อารมณ์ฉุนเฉียวได้กับเรื่องเพียงเล็กน้อย และเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนกระทบต่อการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ นี่อาจไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพกาย หรือสุขภาพจิตที่ซ่อนอยู่ที่ควรรีบทำความเข้าใจและดูแลอย่างถูกวิธี


อาการหงุดหงิดง่าย วีนเก่ง เกิดจากอะไรได้บ้าง


พญ.นงนภัส วนัสสกุล จิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิดง่าย ว่าอาการหงุดหงิดง่ายสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน


1. ปัญหาสุขภาพจิต


อาการหงุดหงิดง่ายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรง อาจไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่อาจเป็นอาการหนึ่งที่บ่งชี้ถึงโรคทางจิตเวชหลายชนิด เช่น



  • โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)


อาการหงุดหงิดง่าย จัดอยู่ในภาวะเมเนีย (Mania) ในช่วงเวลานี้ สมองจะตื่นตัวสูงเกินปกติ ทำให้มีอารมณ์สูงรุนแรง เช่น หงุดหงิดผิดปกติ ตื่นเต้น พูดเร็ว พูดมาก โดยภาวะเมเนียจะสลับไปมากับภาวะซึมเศร้า (Depression)



  • โรคซึมเศร้า (Depression)


แม้ภาพจำของโรคซึมเศร้าคือความเศร้า แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด รู้สึกเหมือนอยู่ไม่สุขได้เช่นกัน



  • โรควิตกกังวล (Anxiety Disorders)


ผู้ที่ป่วยเป็นโรควิตกกังวลอาจมีอาการ หรือความรู้สึกเหล่านี้เช่น หงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย ขาดสมาธิ กังวลตลอดเวลา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น


2. ความเครียดและกังวล


ความเครียดจากสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หงุดหงิดง่าย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ในครอบครัว การทำงานที่มีแรงกดดัน หรือการสูญเสียคนสำคัญ นอกจากนี้ เมื่อเผชิญกับความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเครียด เช่น คอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ซึ่งหากฮอร์โมนเหล่านี้ถูกกระตุ้นให้หลั่งมากจนเกินไป อาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจได้


3. พักผ่อนไม่เพียงพอ


การนอนหลับไม่พอ หรือคุณภาพการนอนต่ำส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมอง เมื่อร่างกายไม่ได้รับการฟื้นฟูเต็มที่ในช่วงนอนหลับ จะทำให้สมองตอบสนองต่อความเครียดได้แย่ลง ความอดทนต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ลดลง จึงหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ การจัดเวลานอนให้เพียงพอ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนอน เช่น ห้องมืด อุณหภูมิเหมาะสม และหลีกเลี่ยงหน้าจอก่อนนอน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้อารมณ์คงที่มากขึ้น


4. มีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย


ความเจ็บปวดเรื้อรังจากโรคต่าง ๆ เช่น ไมเกรน ปวดฟัน ปวดหลัง ข้ออักเสบ หรือแม้แต่ความไม่สบายตัวจากไข้หวัด เป็นภาระที่บั่นทอนทั้งพลังงานกายและพลังงานใจอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ และไม่มีความสุขกับชีวิตประจำวัน แม้จะพยายามทำจิตใจให้แจ่มใสแล้วก็ตาม


5. น้ำตาลในเลือดต่ำ


ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) เกิดขึ้นเมื่อระดับกลูโคสในเลือดลดลงต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในคนปกติ หรือต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดชิลิตรในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน อาการที่พบได้เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น หงุดหงิด โมโหโดยไม่มีสาเหตุ มือสั่น รู้สึกกระวนกระวาย เหงื่อออก หรือหิว ซึ่งอาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล


6. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน


การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายอาจทำให้อารมณ์แปรปรวน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดอาการหงุดหงิดง่าย เช่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน (PMS) ที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ หรือภาวะวัยทองที่ระดับฮอร์โมนเพศลดลง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์


7. มีความบกพร่องทางพัฒนาการ


อาการหงุดหงิดง่ายเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่มีภาวะบกพร่องทางพัฒนาการ เช่น ภาวะออทิสติกสเปกตรัม (ASD) หรือโรคสมาธิสั้น (ADHD) ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ ทำให้หงุดหงิด หรือโมโหง่ายกว่าคนทั่วไป ภาวะเหล่านี้ต้องการการดูแลจากจิตแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด


8. ภาวะถอนคาเฟอีน (Caffeine Withdrawal)


สำหรับผู้ที่ติดกาแฟ เมื่อหยุดหรือลดปริมาณลงกะทันหันแล้วร่างกายเกิดอาการผิดปกติ จะเรียกว่าภาวะถอนคาเฟอีน ซึ่งหนึ่งในอาการที่เด่นชัดที่สุดคือความหงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย และอารมณ์ที่ไม่คงที่ ร่วมกับอาการอ่อนเพลียและไม่มีสมาธิ


อารมณ์แปรปรวนในเด็กที่ผู้ปกครองต้องรับมือ


อารมณ์แปรปรวนในเด็กเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองพบได้บ่อย เด็กบางคนอาจจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิด ร้องไห้ โกรธ หรือซึมเศร้า โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ซึ่งทำให้ผู้ปกครองเกิดความกังวลว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียงพฤติกรรมตามวัย หรือเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของร่ายกายและฮอร์โมน


โดยทั่วไปแล้ว เด็กในแต่ละช่วงวัยจะมีการพัฒนาทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน เด็กเล็กอาจยังไม่สามารถสื่อสารความต้องการหรือความรู้สึกได้ชัดเจน จึงแสดงออกผ่านพฤติกรรม เช่น งอแงหรือร้องไห้ ส่วนเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นตอนต้น อาจะมีอารมณ์แปรปรวนจากการปรับตัวทางสังคม ความกดดันจากการเรียน หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เริ่มเกิดขึ้นตามวัย


พญ.สุดารัตน์ ศุภนิตยานนท์ แพทย์เฉพาะทางชำนาญการด้านสาขากุมารเวชศาสตร์ อนุสาขาเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลศรีสวรรค์ อธิบายว่าฮอร์โมนมีบทบาทต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต ฮอร์โมนบางชนิดอาจส่งผลให้เด็กมีอารมณ์ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อารมณ์แปรปรวนไม่ได้เกิดจากฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือความเครียดในชีวิตประจำวันล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง


ผู้ปกครองควรสังเกตลักษณะ ความถี่ และระยะเวลาของอาการ หากเด็กมีอารมณ์แปรปรวนรุงแรง ต่อเนื่องนาน ส่งผลต่อการเรียน การเข้าสังคม หรือมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ควรพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อประเมินพัฒนาการและสุขภาพโดยรวม


การเข้าใจธรรมชาติของพัฒนาการเด็ก การดูแลด้วยความใส่ใจ และการขอคำแนะนำจากแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย จะช่วยให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสม และส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีในระยะยาว


ช่วงอายุที่พบอารมณ์แปรปรวนได้บ่อยในเด็ก



  • เด็กเล็ก อายุประมาณ 2-5 ปี

  • ลักษณะตามพัฒนาการ

  • งอแง ร้องไห้ โกรธง่าย

  • ควบคุมอารมณ์ได้ยังไม่ดี

  • แสดงอารมณ์ผ่านพฤติกรรมมากกว่าคำพูด


จุดสังเกตอารมณ์แปรปรวน



  • มักเกิดเมื่อหิว ง่วง หรือไม่ได้ดั่งใจ

  • อารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้รับการปลอบโยน

  • เด็กวัยเรียน อายุประมาณ 6-12 ปี


ลักษณะตามพัฒนาการ



  • เริ่มควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น

  • อาจะหงุดหงิดจากการเรียน ความคาดหวัง หรือการเข้าสังคม

  • แสดงอารมณ์ผ่านคำพูดมากขึ้น


จุดสังเกต



  • อารมณ์แปรปรวนเป็นบางช่วง

  • ยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ


ปัจจัยกระตุ้นที่พ่อแม่มักมองข้าม



  • การนอนหลับไม่เพียงพอ

  • การใช้หน้าจอมากเกินไป

  • ตารางชีวิตไม่สม่ำเสมอ

  • ความคาดหวังจากผู้ใหญ่


สิ่งที่ผู้ปกครอง "ทำได้ทันที"



  • สร้างกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ

  • รับฟังอารมณ์เด็กโดยไม่ตัดสิน

  • หลีกเลี่ยงการตำหนิขณะเด็กอารมณ์รุงแรง


วิธีรับมือกับอาการหงุดหงิดง่ายให้ใจเย็นลง



  • ฝึกหายใจเข้าออกช้า ๆ ลึก ๆ ให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ทำให้อารมณ์ลดลง

  • พาตัวเองออกจากสถานการณ์ หรือบุคคลที่กระตุ้นให้เกิดความหงุดหงิดสักครู่ เพื่อให้มีเวลาสงบสติอารมณ์

  • จดจำสถานการณ์ หรือปัจจัยที่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดง่าย เช่น เสียงดัง สถานที่แออัด หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมที่ไม่ชอบ เพื่อเตรียมตัวรับมือ หรือหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นไปได้

  • หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายทำเป็นประจำ เช่น ออกกำลังกาย ฟังเพลง ทำงานอดิเรก หรือพูดคุยระบายความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจ

  • ดูแลสุขภาพกายให้ดี พยายามนอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และตรงเวลา เพราะสุขภาพกายที่ดีเป็นพื้นฐานของสุขภาพจิตที่มั่นคง


หงุดหงิดง่ายที่ควบคุมไม่ได้ สัญญาณควรปรึกษาแพทย์


จากประสบการณ์ของหมอ อารมณ์หงุดหงิดเป็นอารมณ์เชิงลบที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนอย่างเป็นธรรมดา บางครั้งหากจัดการได้ดี ภาวะตรงนี้ก็ไม่นับเป็นโรค แต่หากอารมณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยและต่อเนื่องยาวนานจนกระทบกับการใช้ชีวิต การทำงาน และความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ก็เป็นเหตุให้น่ากังวลใจและสามารถเข้ามาผู้จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาเพื่อรึกษา หรือให้การดูแลได้


แม้ว่าอารมณ์หงุดหงิดจะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากภาวะหงุดหงิดง่ายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ และส่งผลกระทบในทางลบต่อความสัมพันธ์ การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ การดูแลตัวเองเบื้องต้นอาจช่วยบรรเทาได้ แต่การเข้าพบจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษา คือหนทางที่ดีที่สุด


อ้างอิง: โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) ,โรงพยาบาลศรีสวรรค์


และขอขอบคุณที่มาข้อมูล : กรุงเทพธุรกิจ