• NBTC E-Lib_2022
  • New Releases
  • NBTC - NCSA
  • PR-Smart Digital
  • NBTC Telecom and Broadcasting Barometer Vol.3/2025
  • National Geographic Magazine
  • Mobile Application NBTC E-Library
  • One Page พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

Worrapong Assavarangsi
12 Mar 2026

เมล็ดแฟลกซ์ ซูเปอร์ฟู้ดอันจิ๋ว ประโยชน์เยอะ แต่ต้องกินให้ถูก


เมล็ดแฟลกซ์ (Flax seed) หรือ ที่หลายคนรู้จักในชื่อ เมล็ดลินิน พืชตระกูล Linaceae เป็นธัญพืชเมล็ดเล็กที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มซูเปอร์ฟู้ด เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งไฟเบอร์ กรดไขมันโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ว่า ประโยชน์ของเมล็ดแฟลกซ์ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ มะเร็ง และปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้


"เมล็ดแฟลกซ์" มีสารอาหารอะไรบ้าง


เมล็ดแฟลกซ์ เป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เมล็ดแฟลกซ์บด 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 7 กรัม) ให้ไฟเบอร์และกรดไขมันโอเมก้า-3 ในปริมาณที่ดี อีกทั้งยังเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด มาดูกันว่าเมล็ดลินินมีสารอาหารอะไรบ้าง



  • พลังงาน 37 กิโลแคลอรี่

  • โปรตีน 1.3 กรัม

  • คาร์โบไฮเดรต 2 กรัม

  • ไฟเบอร์ 1.9 กรัม

  • ไขมันทั้งหมด 3 กรัม

  • ไขมันอิ่มตัว 0.3 กรัม

  • ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 0.5 กรัม

  • ไขมันไม่อิ่มตัว 2.0 กรัม

  • กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega 3) 1,597 มิลลิกรัม

  • วิตามินบี 1 (Vitamin B1) 8% ของ RDI

  • วิตามินบี 6 (Vitamin B6) 2% ของ RDI

  • โฟเลต (Folate) 2% ของ RDI

  • แคลเซียม (Calcium) 2% ของ RDI

  • เหล็ก 2% ของ RDI

  • แมกนีเซียม (Magnesium) 7% ของ RDI

  • ฟอสฟอรัส (Phosphorus) 4% ของ RDI

  • โพแทสเซียม (Potassium) 2% ของ RDI


*RDI ย่อมาจาก Recommended Daily Intakes คือ ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน


ประโยชน์ของเมล็ดแฟลกซ์


งานวิจัยพบว่าเมล็ดแฟลกซ์และน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน


1. อุดมด้วยโอเมก้า-3 ช่วยบำรุงหัวใจ


เมล็ดแฟลกซ์เป็นแหล่งสำคัญของ กรดไขมันอัลฟาไลโนเลนิก (Alpha-Linolenic Acid: ALA) ซึ่งเป็นโอเมก้า-3 ที่พบในพืช


การศึกษาพบว่า ALA อาจช่วย



  • ลดการสะสมของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด

  • ลดการอักเสบของหลอดเลือด

  • ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ


งานวิจัยในมนุษย์ยังพบว่า ผู้ที่บริโภค ALA ในปริมาณสูง มีแนวโน้มเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจวายน้อยกว่าผู้ที่ได้รับในปริมาณต่ำ


2. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล


เมล็ดแฟลกซ์มี ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ (Soluble Fiber) ซึ่งช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกาย


งานวิจัยพบว่า การเพิ่มเมล็ดแฟลกซ์ในอาหารสามารถช่วย



  • ลดระดับ LDL (คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี)

  • ลดระดับ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด

  • จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด


3. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง


เมล็ดแฟลกซ์เป็นแหล่งของสาร ลิกแนน (Lignans) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากพืช


ที่น่าสนใจคือ เมล็ดแฟลกซ์มีลิกแนนมากกว่าพืชชนิดอื่น หลายร้อยเท่า


สารลิกแนนมีคุณสมบัติ



  • ต้านอนุมูลอิสระ

  • มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจากพืช

  • ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย


การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเพียงพอ ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น



  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2

  • โรคอ้วน

  • โรคหัวใจ

  • ภาวะการอักเสบในร่างกาย


4. อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง


งานวิจัยบางส่วนพบว่า สารลิกแนนในเมล็ดแฟลกซ์ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด เช่น



การศึกษาเชิงสังเกตพบว่า ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่รับประทานเมล็ดแฟลกซ์ มีแนวโน้มเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมน้อยลง ในขณะเดียวกัน การศึกษาในผู้ชายพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ประมาณ 30 กรัมต่อวัน ร่วมกับอาหารไขมันต่ำ อาจช่วยลดสารบ่งชี้ความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากได้


อย่างไรก็ตาม ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากเมล็ดแฟลกซ์มี ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งอาจส่งผลต่อสมดุลฮอร์โมนหากได้รับมากเกินไป


5. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น


เมล็ดแฟลกซ์มีไฟเบอร์สูง โดย 1 ช้อนโต๊ะให้ไฟเบอร์ประมาณ 3 กรัม


ไฟเบอร์ในเมล็ดแฟลกซ์มี 2 ชนิด ได้แก่



  • ไฟเบอร์ละลายน้ำ

  • ไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ


ประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร ได้แก่



  • ช่วยให้อุจจาระเป็นก้อน

  • กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้

  • ช่วยลดความเสี่ยงโรคลำไส้แปรปรวน


6. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด


ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำในเมล็ดแฟลกซ์ ช่วยชะลอการย่อยอาหาร


ผลลัพธ์คือ



  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

  • ลดการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลหลังมื้ออาหาร

  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาล


7. แหล่งโปรตีนจากพืชคุณภาพดี


เมล็ดแฟลกซ์เป็น โปรตีนจากพืช ที่เหมาะสำหรับผู้ที่



  • รับประทานมังสวิรัติ

  • ลดการบริโภคเนื้อสัตว์


งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า โปรตีนจากเมล็ดแฟลกซ์อาจช่วย



  • เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

  • ลดระดับคอเลสเตอรอล

  • ลดการเกิดเนื้องอก

  • มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา


8. ช่วยบำรุงเส้นผม ผิว และเล็บ


โอเมก้า-3 และสารอาหารในเมล็ดแฟลกซ์ช่วย



  • บำรุงเส้นผมให้แข็งแรง

  • ลดผมแห้งเสีย

  • เสริมสุขภาพเล็บ

  • ทำให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น


เมล็ดแฟลกซ์ กินดิบได้ไหม


เมล็ดแฟลกซ์ สามารถกินดิบได้ในปริมาณพอเหมาะ โดยทั่วไปผู้ใหญ่สามารถรับประทานวันละประมาณ 1–2 ช้อนโต๊ะได้อย่างปลอดภัย แม้เมล็ดแฟลกซ์ดิบจะมีสาร Cyanogenic Glycosides ที่สามารถเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ได้ แต่มีปริมาณต่ำมากจึงไม่เป็นอันตรายหากกินในปริมาณปกติ อย่างไรก็ตาม หากต้องการความปลอดภัยมากขึ้นหรือกินในปริมาณมาก การนำไปอบหรือคั่วก่อนจะช่วยลดสารดังกล่าวได้เกือบทั้งหมด


เมล็ดแฟลกซ์ เอาไปทําอะไรได้บ้าง


เมล็ดแฟลกซ์ สามารถนำไปใช้ทำอาหารได้หลากหลาย เช่น โรยในโยเกิร์ต ซีเรียล หรือโอ๊ตมีล ปั่นรวมในสมูทตี้และเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มไฟเบอร์และไขมันดี ใช้ผสมในสูตรขนมปัง คุกกี้ แพนเค้ก หรือทำ “Flax Egg” แทนไข่สำหรับสายวีแกน


นอกจากนี้ ยังสามารถใส่ในอาหารคาว เช่น ซุป ซอส เนื้อบด ลูกชิ้น หรือโรยหน้าสลัดเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงนำมาต้มทำเจลใช้พอกหน้าได้ด้วย โดยควรบดเมล็ดก่อนกินเพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดี และกินในปริมาณประมาณวันละ 1–2 ช้อนโต๊ะ พร้อมดื่มน้ำมากๆ


เมล็ดแฟลกซ์ มีโทษอะไรบ้าง


เมล็ดแฟลกซ์ จะปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณที่แนะนำ แต่หากรับประทานมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อดื่มน้ำน้อย อาจเกิดโทษได้



  • อาการแพ้: พบได้น้อยแต่มีจริง (คัน, บวม, ลมพิษ) หากเพิ่งเริ่มกินให้สังเกตอาการตัวเอง

  • การอักเสบ: หากกินมากเกินไปหรือกินเมล็ดที่ "เหม็นหืน" (เก็บไม่ดี) อาจส่งผลเสียต่อร่างกายแทน

  • กระทบฮอร์โมน: มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน อาจทำให้รอบเดือนคลาดเคลื่อน หรือไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาถุงน้ำในรังไข่ (PCOS)

  • อันตรายต่อแม่และเด็ก: สตรีมีครรภ์และให้นมบุตรควรเลี่ยง เพราะส่งผลต่อระดับฮอร์โมน เพราะมีสารไฟโตเอสโตรเจน

  • ปัญหาทางเดินอาหาร: กินปุ๊บปั๊บในปริมาณมากอาจทำให้ ท้องเสีย ปวดท้อง หรือท้องอืด

  • ลำไส้อุดตัน: หากกินแบบผงแห้ง ๆ โดยไม่ดื่มน้ำตาม ตัวไฟเบอร์จะไปจับตัวเป็นก้อนในลำไส้

  • ตีกับยาประจำตัว: ไฟเบอร์ที่หนืดจะไปขวางการดูดซึมยา (โดยเฉพาะยาลดน้ำตาลในเลือด) เช่น ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ เนื่องจากอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง และ ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด


ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล


แหล่งที่มาฐานข้อมูลออนไลน์ : Sanook.com